(ใครจะเม้าส์เรื่องปริ๊นกับเราได้ทุกเมื่อค่ะ แอร๊ยยย ปลื้มทุกคนทุกคู่ โดยเฉพาะยูคิมูระ><)
จริงๆ อยากแต่งเพิ่มให้มันสมบูรณ์กว่านี้ แต่คิดว่ามันจะไม่ยุติธรรมสำหรับคนที่ได้เป็นเล่มไป
เมืองโยโกฮามา จังหวัดคานากาวะ ประเทศญี่ปุ่น สายฝนพรำตกกระทบร่มบางใสที่ปกคลุมร่างกายเพรียวบางเกือบจะไม่มิด ละอองน้ำกระเซ็นเกาะปลายเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนจนหมาดชื้น แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับสภาพอากาศชื้นแฉะสักเท่าไหร่ หนำซ้ำดวงตาเรียวรีที่มองลึกเข้าไปในสถานบันเทิงตรงหน้ากลับระริกไหวด้วยความพอใจไม่ต่างไปจากริมฝีปากบางเฉียบที่กดยิ้มลึกเมื่อค้นพบสิ่งที่ตัวเองตามหามานาน...
..
..
ตีสองกับอีกสี่สิบแปดนาที ชายหนุ่มร่างสูงกรีดนิ้วลงบนสายกีต้าร์เป็นทำนองบอกลาค่ำคืนแห่งบทเพลงพร้อมกับเสียงปรบมือดังเซ็งแซ่ มือหนากระชับกีต้าร์แล้วลุกขึ้นโค้งเพียงเล็กน้อยก่อนจะเดินดุ่มๆ หายเข้าไปยังด้านหลังเวทีที่มีเจ้าของร้านยืนส่งยิ้มมาให้แต่ไกล
"ดีมาก คืนนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ ขอบใจนายมากนะอาคานิชิ"
ร่างสูงรับคำขอบคุณเพียงแค่ยักไหล่พร้อมกับถอดแว่นตาดำเสียบไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุมตัวใหญ่เผยให้เห็นดวงตาคมลึกคล้ำจากการอดนอนต่อเนื่องกันเป็นเวลา... เท่าไหร่แล้วเขาเองก็ไม่อยากจะนับ เพราะตั้งแต่ที่จำความได้ ชีวิตวัยรุ่นจนถึงวัยหนุ่มได้หมดไปกับการร้องเพลงหาเงินเพื่อจุนเจือชีวิตตัวเอง
ก็ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด แต่เรื่องนั้นใครจะสน ในเมื่อมือยังครบสองข้าง หัวยังตั้งบนบ่าได้ กับอีแค่ใช้ชีวิตบนโลกรกๆ แห่งนี้มันก็ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากนั่นแหละ
อาคานิชิ จินผู้ภูมิใจในความยะโสอวดดีของตัวเองสะพายกีต้าร์คู่ใจพาดบ่าหลังจากที่เซ็นต์ชื่อรับเงินค่าจ้างของวันนี้เรียบร้อยแล้ว
"กลับแล้วนะ"
"โอเค พรุ่งนี้เวลาเดิมล่ะ"
"อืม"
ชายหนุ่มรับคำในลำคอพลางจับฮู้ดคลุมศีรษะกันฝนที่ยังคงตกปรอยๆ แล้วเดินออกทางหลังร้านตามปกติ มันคงจะเป็นเหมือนเช่นทุกคืนหากในวันนี้เส้นทางที่คุ้นเคยจะไม่มีเด็กหนุ่มสวมหมวกทรงฟักทองสีเหลืองทองใบใหญ่กว่าศีรษะจนปิดลงมาถึงหัวคิ้วเรียวสวย ร่างเล็กบางสะพายเป้ใบใหญ่เข้ามาขวางทางเขาเอาไว้อย่างไม่เกรงกลัวทั้งที่เขาเพ่งมองจับจ้องในระยะประชั้นชิดขนาดนี้ ถ้าเป็นคนอื่นคงหลบตาเป็นพัลวัน
ดวงตาคมกริบหรี่มองพร้อมกับคิ้วที่เผลอขมวดเป็นปมไม่รู้ตัว
"จะกลับแล้วเหรอ" คนตัวเล็กกว่าถามออกไปอย่างอารมณ์ดี ดวงตาเรียวใสมองจ้องตอบกับชายหนุ่มเหมือนเจอของถูกใจก่อนจะคล้องมือกับลำแขนหนาที่กำลังล้วงกระเป๋าอยู่ ร่างสูงสะบัดมือออกในทันที แล้วใช้อีกมือดันร่างเล็กให้แผ่นหลังติดผนังพร้อมกับฝ่ามือที่เลื่อนขึ้นมาล็อคลำคอขาวบางที่ดูเหมือนจะแดงเรื่อขึ้นทันตา
"นายเป็นใคร" จินกดเสียงถาม จงใจละเลยกับเสียงร้องโอดด้วยความเจ็บของคนตรงหน้าซึ่งแค่เพียงชั่วขณะดวงตาที่ฉายแววตกใจก็แปรเปลี่ยนเป็นยิ้มทั้งนัยย์ตา
"ถ้าบอกแล้วจะมีอะไรมาแลกเปลี่ยนป่ะล่ะ"
ท่าทางเหมือนกำลังสนุก... คนที่อยู่ตรงหน้าแสดงออกชัดถึงสิ่งนี้ ทั้งคู่สบตากันท่ามกลางบรรยากาศสลัวจนในที่สุดร่างสูงก็ยอมปล่อยคนตัวเล็กให้เป็นอิสระ แล้วเลือกที่จะเดินจากมาอย่างเงียบๆ ...ก็แค่เด็กเอาแต่ใจ ถ้ายังเต้นไปกับคำยั่วโมโหเหล่านั้นเมื่อไหร่ ก็จะยิ่งสูญเสียความเป็นตัวเองมากเมื่อนั้น
ท่าทางเพิกเฉยของคนตัวสูงทำให้เด็กหนุ่มยิ้มได้อีกครั้ง
ไม่คิดจะยอมแพ้หรอกนะ
จินเดินเลียบไปตามถนนซึ่งอีกฝั่งมองเห็นเป็นเวิ้งทะเลกว้างสุดสายตา เสียงคลื่นซัดสาดกระทบทำนบดังกระหึ่มมาพร้อมกับลมหนาวเยือก ฝนเริ่มจะหยุดตกลงแล้วแต่ก็ยังคงความชื้นในบรรยากาศหลงเหลือให้พอรู้สึก
แสงจากประภารคารที่มองเห็นไกลลิบๆ กราดแสงวิบไหวทำให้ร่างสูงชะงักไปกับเงาสะท้อนของคนที่เดินตามหลังมา จินถอนหายใจหยุดเดินแล้วหันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับเด็กชายที่ยังคงสวมหมวกทรงฟักทองปิดบังสายตาไว้อย่างหมิ่นเหม่
"คิดจะตามไปถึงเมื่อไหร่" ถามเสียงเรียบ อีกฝ่ายคลี่ยิ้มจนเต็มแก้มก่อนจะรุดเข้ามาหาอย่างรวดเร็วราวกับรอโอกาสที่คนตัวสูงจะให้ความสนใจอยู่ก่อนแล้ว ดวงหน้าเรียวเงยขึ้นมาสบตาแล้วทำปากยื่นคล้ายกับกำลังลำบากใจในการที่จะพูดออกไป
"คือจริงๆ แล้วผมแวะมาเที่ยวแถวนี้ แต่ว่ากระเป๋าสตางค์ถูกขโมยไป แล้ว... แล้วก็ไม่รู้จะไปนอนที่ไหน ถ้ายังไง..."
"จะไปนอนกับฉัน?"
"ใช่แล้ว!" คนตัวเล็กกว่าร้องเสียงดังทันทีที่อีกฝ่ายเอ่ยปากเปิดช่องโหว่ นิ้วเรียวเขี่ยปลายจมูกตัวเองเบาๆ พร้อมกับช้อนตามองร่างสูงตาแป๋ว เอ่ยถามเสียงเบาด้วยความเกรงอกเกรงใจซะเหลือเกิน
"...ได้ไหมครับ?"
ร่างสูงจ้องเข้าไปในดวงตาที่สุดแสนจะลุ้นกับคำตอบของเขาแล้วถอนหายใจดังพรืด ถ้าเขาบอกไม่ให้มันจะดูใจดำเกินไปหรือเปล่า เพราะดูจากลักษณะท่าทางแล้วก็ใช่ว่าจะดูมีพิษมีภัยอะไรร้ายกาจ อีกอย่างถ้าหากเขาปฏิเสธไปแล้วเด็กหนุ่มคนนี้จะเชื่อฟังหรือเปล่าก็ไม่รู้ ท่าทางเอาแต่ใจแบบนี้คงจะตามเขาไปจนถึงบ้านนั่นแหละ
"แค่คืนเดียวนะ"
ก็แค่คืนเดียว คงจะไม่เป็นอะไรล่ะมั้ง?
"อื้ม!"
จินกลับตัวเดินไปตามเส้นทางเดิม ร่างเล็กยิ้มกริ่มก่อนจะเร่งความเร็วไปเดินเคียงข้าง มือน้อยกระชับสายสะพายเป้ใบใหญ่ แล้วเอียงหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าคมที่ยังคงมองตรงไปด้านหน้าด้วยท่าทางที่นิ่งสงบ ริมฝีปากกดยิ้มลึกเมื่อสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้เริ่มจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว
ไม่ปล่อยให้หนีไปไหนอีกแล้วนะ อาคานิชิ จิน "ผมชื่อคาเมนาชิ คาซึยะล่ะ" คาเมะบอกแล้วเฝ้าสังเกตอาการของคนตัวสูงที่มีท่าทีแค่เพียงเลิกคิ้วก่อนจะอือออรับรู้อย่างไม่ค่อยจะใส่ใจเท่าไหร่นัก
"งั้นเหรอ"
คนตัวเล็กยกมือขยับหมวกทรงฟักทองให้ปิดหน้าจนมิดแล้วก็นึกโมโหขึ้นมาหน่อยๆ นี่ชื่อของเขาไม่ได้อยู่ในความทรงจำของหมอนี่เลยอย่างนั้นเหรอ ทั้งที่เขาออกจะคิดถึงอยู่ตลอดเป็นเวลาสิบปีเต็มเลยนะ สิบปีเต็มที่ในหัวมีแต่เรื่องของอาคานิชิ จินแต่ว่าอีกคนกลับไม่ได้สะกิดใจจะจำเรื่องราวในวันนั้นเลยแม้แต่น้อย
อย่าทำให้โมโหจะได้ไหมเนี่ย!
“นี่คุณน่ะ เคยไปเที่ยวที่ฮอกไกโดหรือเปล่า” คาเมะลองเลียบเคียงถามออกไป และจินก็ตอบกลับมาแทบจะทันทีเช่นกัน
“ไม่เคย”
“เอ๋ ไม่จริงหรอก” คนตัวเล็กร้องเสียงสูงด้วยความประหลาดใจจนทำให้จินต้องหันมามองด้วยความสงสัยว่าไอ้ที่เขาบอกออกไปมันผิดปกติตรงไหนกัน
“ทำไม การที่ฉันไม่เคยไปฮอกไกโดเนี่ยเป็นเรื่องแปลกมากหรือไง” คาเมะพยักหน้าหงึกๆ แล้วก้มหน้าบ่นพึมพำกับตัวเอง
“แปลกสิ แปลกมากๆ ก็ในเมื่อสิบปีที่แล้วยังช่วยเราอยู่เลยนี่นา” ก็วันนั้นที่เขาและครอบครัวไปเที่ยวปีนภูเขาและเล่นสกีกัน แล้วก็เกิดพายุเข้ากะทันหันสร้างความโกลาหลไปทั่วจนเขาพลัดหลงกับคนอื่นๆ ก็ได้รุ่นพี่คนหนึ่งช่วยพากลับมาที่โรงแรม คาเมะจำได้ดี เขาชื่ออาคานิชิไม่ผิดแน่ๆ!
“แล้วคุณเคยช่วยคนพลัดหลงหรือเปล่า แบบว่ากลางพายุหิมะอะไรแบบนี้น่ะ” คาเมะยังคงไม่ยอมแพ้ ร่างเล็กถามออกไปและเฝ้ารอคำตอบด้วยสายตามุ่งมั่น หากแต่ร่างสูงกลับส่ายหน้าและตอบออกมาทันควันเช่นเคย
“ไม่เคย”
“ไม่จริงหรอก!” คาเมะร้องเสียงสูงยิ่งกว่าตอนแรกเสียอีก
“นายจะไปรู้ดีกว่าฉันได้ยังไง เอ้า อย่ามัวแต่พูด รีบๆ เดินเถอะ” จินบอกคล้ายกับจะเริ่มรำคาญ คนตัวสูงเร่งฝีเท้าทิ้งให้คาเมะต้องอ้าปากตาค้างไปอย่างคาดไม่ถึงกับเรื่องราวหลายๆ อย่าง ก็คิดอยู่แล้วว่ามันคงไม่ง่ายนักหรอก แต่เขาก็น่าจะรู้สึกคุ้นๆ บ้างสิ ไม่ใช่เฉยเมยกับเรื่องที่ไม่น่าจะลืมได้ง่ายๆ แบบนี้ หรือเห็นคาเมะเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยกไม่น่าสนใจอย่างนั้นเหรอ
ไม่หรอกน่า เด็กน่ารักอย่างเขาใครจะลืมได้ลงกันล่ะ!
เอ๊ะ! หรือว่าอาคานิชิ จินได้รับอุบัติเหตุหัวกระแทกพื้นความจำเสื่อมทำให้ความทรงจำในช่วงนั้นหายไป มันอาจจะเป็นแบบนี้ก็ได้นะ ต้องเป็นแบบนี้แน่นอน!
"ที่นี่แหละ"
เสียงของคนตัวสูงปลุกภวังค์ร่างน้อยให้รู้สึกตัว คาเมะมองไปรอบๆ ก็พบกับสภาพห้องพักค่อนข้างเก่าและคับแคบ มีห้องนั่งเล่นกึ่งห้องนอนที่มีเพียงฉากกั้นและครัวขนาดเล็กที่ยื่นออกมาในขนาดพื้นที่แทบจะเรียกได้ว่าแมวดิ้นตายก็ไม่ปาน
ห้องพักของจินทั้งหมดยังเล็กกว่าห้องน้ำที่บ้านของเขาด้วยซ้ำ!
"ถ้าจะอาบน้ำก็หยิบผ้าขนหนูในตู้ได้เลยนะ"
"ไม่เป็นไร ผมพกมาด้วย" คาเมะบอกพลางรื้อของในเป้ตัวเองออกมาวางเกลื่อนพื้นห้องทั้งผ้าขนหนูผืนเล็ก ผืนใหญ่ ชุดนอนเข้าคู่กันทั้งเสื้อและกางเกง แล้วยังจะอุปกรณ์ใช้สอยส่วนตัวอีกกระเป๋าใหญ่ เป็นเด็กหรือไง พกมาอย่างกับจะไปเข้าค่ายทัศนศึกษา ร่างสูงอดค่อนขอดในใจไม่ได้ แต่พอดวงตาเรียวใสเงยขึ้นมาสบตาด้วยแล้วยังจะท่าทางเอียงคอเหมือนกำลังงงงวยนั่นอีก ทำให้จินต้องเดินหลบออกมาหาน้ำดื่มทั้งที่ไม่ได้รู้สึกกระหายน้ำเลยแม้แต่น้อย
“อะไร มีอะไรเหรอ ทำไมมองแบบนั้นล่ะ” คาเมะเดินตรงเข้ามาถาม จินส่ายหน้าตอบในขณะที่ตาเหลือบมองเห็นบะหมี่ถ้วยบนชั้นพอดี
“ก็ไม่มีอะไร แค่จะถามว่าจะเอาบะหมี่สักถ้วยไหม”
“ไม่เอาหรอก ว่าแต่...ใจดีจังน้า” คาเมะยิ้มร้ายแล้วทันใดเด็กหนุ่มก็พุ่งเข้าไปหอมแก้มจินฟอดใหญ่ก่อนจะรีบผละออกมาเตรียมข้าวของตัวเองที่เดิมพร้อมกับฮัมเพลงอย่างสบายใจซะเหลือเกิน จินอ้าปากเตรียมจะดุสั่งสอนที่คนตัวเล็กทำแบบนี้กับผู้ชายที่เพิ่งจะเจอกันครั้งแรก แต่เขาก็เปลี่ยนใจเป็นส่ายหน้าระอา เป็นเด็กแก่แดดกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก
หลังจากที่คาเมะหายเข้าไปในห้องน้ำ จินก็เปิดทีวีดูข่าวไปตามเรื่องตามราว แล้วจัดการเปลี่ยนชุดเป็นชุดนอนแบบง่ายๆ เสื้อยืดตัวเก่ากับกางเกงวอร์มขายาวธรรมดา หลังจากที่ล้างหน้าแปรงฟันก่อนนอนแล้ว ชายหนุ่มก็เปิดหาผ้าห่มสำหรับแขกอีกคนก่อนจะวางไว้ให้บนโซฟา เบ็ดเสร็จทำทุกอย่างแล้วกินเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงแต่อีกคนยังไม่มีท่าทีว่าจะออกมาจากห้องน้ำเลยให้ตายสิ
จินนั่งนับเวลารออีกสิบนาทีก็ทนไม่ไหว ชายหนุ่มตัดสินใจปิดทีวีแล้วเข้านอนไปอย่างง่ายดาย สักพักคาเมะก็ก้าวออกมาจากห้องน้ำพบเพียงความเงียบสงัดภายในห้องเล็กๆ แห่งนี้ เด็กหนุ่มทำปากยื่นเมื่อคิดได้ว่าอีกคนไม่คิดจะรอกันบ้างเลย
หลังจากที่เอาผ้าเช็ดตัวไปตากและทาแป้งจนทั่วตัวแล้ว คาเมะก็เดินเข้าไปหยิบผ้าห่มที่อยู่บนโซฟาขึ้นมา ริมฝีปากคลี่ยิ้มอย่างซุกซนก่อนจะค่อยๆ ย่องไปเปิดฉากที่กั้นเป็นห้องนอนของอีกคนออก เมื่อเห็นว่าจินหลับสนิทดีแล้ว ร่างเล็กก็จัดการปิดไฟด้านนอกก่อนจะค่อยๆ แทรกตัวลงไปนอนบนเตียงที่แสนจะคับแคบ
แต่ก็นับว่าเป็นความโชคดีล่ะนะ
ร่างเล็กค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ร่างหนาของจิน และเมื่อเห็นว่าอีกคนยังคงนิ่ง คาเมะก็ใช้ลำแขนกอดรัดไปรอบตัวพร้อมกับเบียดร่างเข้าไปจนชิด อูย ตัวอุ่นอย่างที่คิดเลย!
“ที่นอนของนายคือโซฟาด้านนอก” น้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยออกมาทั้งที่คนพูดยังคงหลับตา คาเมะกรอกตาพร้อมกับทำปากบู้ด้วยความไม่สบอารมณ์ก่อนจะรัดแขนที่กอดลำตัวหนาแน่นขึ้นอีก เมื่อเห็นว่าอีกคนยังไม่ยอมออกไปตามที่บอกแถมยังรั้นด้วยการทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามอีก คนตัวสูงก็พลิกตัวกลับมาหาพร้อมกับผงกศีรษะขึ้นมองดวงหน้าใสที่ยังไม่ได้หลับตา แถมยังส่งยิ้มยั่วโมโหมาให้อย่างตั้งใจอีกด้วย
“นอนไม่หลับเหมือนกันเหรอ พอดีเลย เรามานอนคุยกันดีกว่านะ โอ้ย!” คาเมะร้องเสียงดังเมื่อหน้าผากถูกดีดจากนิ้วเรียวยาวของคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า เมื่อคนตัวเล็กยังคงร้องเจ็บๆ จินก็ซ้ำแผลให้ด้วยการผลักศีรษะเล็กเบาๆ
“ฉันเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว อย่าให้ต้องมาเหนื่อยกับนายอีกเลย” คนตัวสูงพยายามพูดบอกอย่างใจเย็น คาเมะทำปากยื่นแต่ก็ยอมพยักหน้าเหมือนจะเชื่อฟัง
“เป็นหมอนข้างให้ก็ได้”
“ไม่ต้อง กลับไปที่เดิมของนายซะ” จินยื่นคำขาด คาเมะทำหน้าง้ำยิ่งกว่าเดิม เมื่อร่างสูงทำท่าจะขยับตัว คนตัวเล็กก็รีบพูดทันที
“จูบก่อนสิ เอาตรงนี้นะ ยังเจ็บอยู่เลยเนี่ย เจ๊บเจ็บ” มือน้อยคลำป้อยๆ บริเวณหน้าผากของตัวเอง จินได้ฟังแล้วแทบจะเป็นลม ชายหนุ่มถอนหายใจ ดูจากสายตาแล้วคงเอาจริงแน่นอน นี่ตกลงว่าเขาคิดผิดใช่ไหมที่ให้ที่พักกับเจ้าตัวเล็กที่แสนดื้อรั้นและเอาแต่ใจคนนี้
“อยู่นิ่งๆ” ไม่ได้เต็มใจจะทำหรอกนะ จินถูกสถานการณ์บังคับ
มือหนาช้อนใบหน้าเรียวเล็กแล้วค่อยๆ ประทับริมฝีปากลงไปบนหน้าผากเนียนที่ไม่เห็นจะมีรอยช้ำตรงไหน เมื่อจินถอนริมฝีปากออกมาก็พบว่าคนที่แสนก๋ากั๋นแก่แดดกำลังนอนหน้าแดงแจ๋ ดวงตาเรียวที่เคยสู้สบตากลับดูหลุกหลิกหลบหน้า มือเล็กผลักอกของจินออกห่างก่อนจะตะกายออกจากเตียงด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลนผิดไปจากปกติ
“ระ..ราตรี สวัสดิ์นะ” คนตัวเล็กละล่ำละลักบอกแล้วรีบคว้าผ้าห่มมากอดไว้ก่อนจะรุดไปนอนบนโซฟาอย่างไม่อิดออด จินเลิกคิ้วยกริมฝีปากยิ้มกึ่งขัน
ก็น่ารักดีนี่นา ..
..
เสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งเอาไว้ตอนสิบโมงเช้าดังขึ้นทำให้คนตัวสูงค่อยๆ ลืมตาขึ้นหลังจากที่กดปิดเสียงหนวกหูไปเรียบร้อยแล้ว แรงขยับตัวที่ตามมาพร้อมกับเสียงครึมครางทำให้จินต้องหันไปมองพื้นที่เตียงที่มันควรจะว่างเปล่า หากแต่ในเช้านี้ดูเหมือนมันจะไม่เป็นเช่นที่เคย
ร่างเล็กบางนอนเบียดชิดทั้งกอดทั้งก่ายเขาจนจะเป็นเนื้อเดียวกันทำให้จินนึกอยากจะเอาเท้ากุมขมับให้มันรู้แล้วรู้รอด ชายหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าเหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรทั้งที่เมื่อคืนก็ดูเหมือนจะเข้าใจกันดีแล้วนี่นาว่าที่นอนของหมอนี่คือโซฟาด้านนอก ไม่ใช่เตียงนอนของเขาอย่างที่กำลังครอบครอง
“อย่าเพิ่งลุกเลยนะ กำลังสบายเลย” คาเมะบอกทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม จินถอนหายใจแล้วพยายามจะแกะลำแขนบางให้ออกจากลำตัว ริมฝีปากของคนที่หลับอยู่ยิ้มด้วยความพอใจก่อนจะอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังให้ความสนใจกับแขนของเขาพลิกร่างตัวเองขึ้นคร่อมคนตัวหนาในทันที
“จะทำอะไร” จินถามเสียงเรียบ ผงะตัวถอยห่างจากใบหน้าที่แม้จะเพิ่งตื่นนอนเขาเองก็ต้องยอมรับล่ะว่าน่ารักแค่ไหน ยิ่งรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ร้ายนิดๆ ที่ส่งมาให้ยิ่งเป็นเหมือนเสน่ห์ที่ตัวเองค่อนข้างจะรู้ดีทีเดียวถึงได้ใช้มันบ่อยครั้ง และในครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน
“จะทำอะไรดีน้า” ถามกลับเหมือนต้องการจะยั่วเย้า หากแต่ตอนนี้คนตัวสูงกลับนอนนิ่ง จินเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเด็กคนนี้ต้องการจะทำอะไรกันแน่ ดูเหมือนว่าจะเตรียมตัวเตรียมใจวางแผนมาอย่างดีแล้วกับการบุกจู่โจมเขาซึ่งเป็นผู้ชายวัยฉกรรจ์ ทั้งที่เมื่อคืนดูแล้วก็รู้ว่ายังอ่อนหัดกับเรื่องพรรค์นี้อยู่นัก แต่ก็ยังอยากจะทำซ่า เด็กเอ๋ยเด็ก
“ก่อนอื่นก็ต้องลงโทษกันหน่อยล่ะนะ จำกันไม่ได้แบบนี้จะให้แบบเบาะๆ ไปก่อนแล้วกัน” คนตัวเล็กพูดพลางก้มหน้าลงไปเพียงเล็กน้อย ดวงหน้าขาวมองพิจารณาองศาที่พอเหมาะก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ
ริมฝีปากบางเม้มสนิทแตะกลีบปากอิ่มเบาๆ กดย้ำพอให้รู้สึกแล้วเพิ่มแรงเบียดชิดเข้าหาทั้งร่างกายและริมฝีปากปากร้อนผ่าวโดยที่ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น จะว่ายังไงดีล่ะ ไอ้ที่ว่ามากไปกว่านั้นคาเมะเองก็ไม่กล้าซะด้วยสิ เลยได้แต่เล็มๆ เลียๆ ด้านนอกริมปากอีกคนราวกับแมวดมกลิ่นซึ่งทำให้ร่างสูงเองก็ชักจะทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน
“ปากเก่งไม่เข้าเรื่องนะเรา” จินว่าให้แล้วเป็นฝ่ายพลิกร่างน้อยให้ลงไปนอนด้านล่าง คาเมะอุทานด้วยความตกใจแต่เมื่ออีกฝ่ายก้มหน้าลงมาเข้าหา คาเมะก็หลับตาแน่น เขาทำใจแล้วตั้งแต่เมื่อคืนว่าเรื่องแบบนี้มันต้องเกิดขึ้นเข้าสักวัน ถ้าจินต้องการคาเมะก็พร้อมจะตั้งตัวรับ ไฟท์เสมอล่ะ!
ทั้งคู่จูบกันนานเท่าไหร่ต่างฝ่ายก็ไม่ได้ใส่ใจ จนในที่สุดจินก็เป็นฝ่ายถอนริมฝีปากออกมาด้วยอาการอ้อยอิ่ง ชายหนุ่มทำท่าว่าจะก้มลงไปซ้ำอีกรอบแต่คาเมะก็เบี่ยงหน้าหนีพร้อมกับอาการหอบหนักๆ ดูเหมือนเขาจะหายใจไม่ทันด้วยล่ะ
จินผุดลุกขึ้นนั่งพลางเสยผมอย่างลวกๆ ดูเหมือนว่าเช้านี้เขาเริ่มจะมีอาการหงุดหงิดขึ้นมาหน่อยๆ แล้วล่ะสิ
“นี่จำได้หรือยังอ่ะ ผมคาเมนาชิไง เด็กคนนั้นที่คุณช่วยไว้ไง” คาเมะตามมารบเร้าถามพร้อมกับกอดคอคนตัวสูงแน่น คางเล็กวางแปะบนไหล่หนาแล้วเงยหน้าขั้นมองจินที่ตอนนี้ขมวดคิ้วขึ้นมาอีกรอบ
“เหมือนว่านายจะเข้าใจอะไรผิดอยู่นะ ฉันไม่เคยรู้จักนายและไม่เคยได้ยินชื่อนายมาก่อน ทีนี้เข้าใจหรือยังล่ะ” จินบอกด้วยน้ำเสียงชัดเจน ทำให้คาเมะที่ตั้งใจฟังอยู่ถึงกับเงียบไป ร่างสูงเอี้ยวหน้ามองคนที่เกาะอยู่ด้านหลังของเขาแล้วก็ถอนหายใจ
“ที่นายตามฉันมาก็เพราะเข้าใจว่าฉันเป็นผู้มีพระคุณของนายงั้นสินะ แต่ฉันไม่ใช่คนๆ นั้นหรอก นายตามมาผิดคนแล้วล่ะ” คนตัวสูงบอกพร้อมกับแกะมือบางออกซึ่งคราวนี้แกะออกได้โดยง่ายดายไม่มีแรงขืนจากร่างเล็กที่กำลังอยู่ในอาการค้างเหมือนจะช็อคนั่นเลย
“ไม่จริง...” ริมฝีปากบางพึมพำเสียงเบา คาเมะจำได้ว่าครั้งแรกตามหาจินเจอ เขาก็นึกชอบขึ้นมาทันที มันต้องเป็นความรู้สึกพิเศษที่คนสองคนเคยมีร่วมกันสิ แล้วอีกอย่าง...
“ก็เขาบอกเองว่าชื่ออาคานิชิ เขาเป็นคนบอกผมเอง คุณนั่นแหละที่โกหก คุณโกหกผม!” คาเมะตะโกนเสียงสั่นพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพราก หลังจากที่ได้รับการช่วยเหลือรุ่นพี่คนนั้นก็หายตัวไปทันที แม้แต่คำขอบคุณคาเมะก็ยังไม่มีโอกาสได้บอก ความตั้งใจของเขาจะพังลงเพียงเพราะเขาตามหาผิดคนอย่างนั้นเหรอ
มันจะไม่ตลกไปหน่อยหรือไง
“ชื่อของหมอนั่นล่ะ”
“ก็ อาคานิชิ ไง” คาเมะตอบคำถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงลอยๆ จินส่ายหน้าระอา
“ฉันถามชื่อ ไม่ใช่นามสกุล”
แค่เพียงคำถามง่ายๆ ที่จินถามกลับเป็นการจุดประเด็นให้คาเมะได้คิดต่อ ร่างเล็กนั่งจมปลักกับความทรงจำของตัวเองแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าพี่ชายคนนั้นบอกแค่ว่า อาคานิชิ แค่นั้นจริงๆ เป็นความจริงเหรอนี่ที่คาเมะจะตามหาผิดคน! แถมยัง...อะไรต่อมิอะไรไปซะขนาดนั้น!
“นายเอาจูบของฉันคืนมานะ เอาคืนมาเดี๋ยวนี้เลย!” ร่างเล็กชี้หน้าตะโกนใส่จินด้วยความเจ็บใจ ตามหาก็ผิดคนแถมยังเสียจูบให้กับใครที่ไหนก็ไม่รู้อีกตังหาก
“ช่วยไม่ได้ก็อยากมาจูบเองนี่หว่า”
“อะไรนะ!”
คาเมะขว้างหมอนในมือปาใส่ร่างสูงที่เอี้ยวตัวหลบได้ทันอย่างท่วงที คนตัวเล็กทิ้งตัวนอนฟุบลงกับเตียงด้วยความอ่อนล้า เสียใจและเจ็บใจความโง่เง่าของตัวเองที่สะเพร่าจนผิดพลาดได้ถึงขนาดนี้
บ้าที่สุดเลยคาเมะ!
“นี่ถามอะไรหน่อยสิ...” น้ำเสียงเรียบนิ่งอย่างเคย แต่ดูเหมือนว่าในตอนนี้มันดูจะกดต่ำกว่าปกติ คาเมะร้องอู้อี้ในลำคอเป็นเชิงบอกให้รู้ว่ากำลังฟังอยู่ เมื่ออีกฝ่ายดูจะเว้นช่วงไปนานแล้วยังไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักที คาเมะจึงได้ดึงตัวขึ้นมาจากเตียง นั่งหัวฟูมองสบตากับคนตัวสูงที่เหมือนลำบากใจในการพูด
“อะไรเล่า” คนตัวเล็กเร่งเสียงอ่อย ดวงตาคมกริบหลุบมองเพียงปลายเท้าตัวเองถามอีกคนเสียงต่ำและเบาหวิว
“กับผู้มีพระคุณที่แท้จริงของนาย นายก็จะทำแบบที่ผ่านมากับที่ทำกับฉัน อย่างนั้นสินะ” ..
..
ร่างเล็กเดินแบกเป้กระทืบเท้าปังๆ เข้ามานั่งในสวนสาธาระกลางเมืองก่อนจะดึงหมวกทรงฟักทองในมือมาพัดพรึ่บพรั่บอย่างไม่สบอารมณ์ จากที่นั่งอยู่ในตอนนี้สามารถมองเห็นสะพานแขวนโยโกฮาม่าเบย์ชัดเจน ถึงจะเป็นเวลากลางวันแดดจัดแต่ก็ยังคงโดดเด่นสวยงามเสมอ
คนตัวเล็กนั่งสงบสติอารมณ์หลังจากออกมาจากบ้านของอาคานิชิตัวปลอม หรืออีกนัยหนึ่งก็อาคานิชิที่ไม่ใช่คนที่เขาอยากเจอ คิดแล้วก็แค้นไม่หาย ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเขามาตามหาผู้มีพระคุณยังจะมาล่วงเกินกันหน้าไม่อาย ไอ้บ้า ไอ้คนฉวยโอกาส
คาเมะนึกด่าอีกคนในใจทั้งที่ฝ่ายฉวยโอกาสน่าจะเป็นตัวเองมากกว่า -*-
แล้วไหนจะคำถามเพี้ยนๆ นั่นอีก ถามแล้วก็หายหัวไปเลย ถ้าไม่อยากได้คำตอบก็ไม่ต้องถามออกมาสิ รู้ไหมว่าคนถูกถามสับสนแค่ไหนตาบ้า(กาม)
คนตัวเล็กนั่งไปสักพักเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น คาเมะกดรับทั้งที่ไม่ได้มองว่าคนโทรเข้ามาเป็นใคร และเมื่อได้ยินเสียงเขาเองก็ไม่ได้แปลกใจกับบุคคลที่โทรมาเลย
“ว่าไง ทาคิซาว่าซัง ถามมาได้ก็ล้มเหลวอ่ะดิ ไหนพี่บอกว่าอยู่โยโกฮาม่าไง พอผมมาตามนะก็ไม่เห็นจะใช่เลย เห๋? วะ ว่าไงนะ มีอาคานิชิอีกคนเหรอ คราวนี้ไม่ผิดตัวแน่นะ ครับ ผมจะลองดู บาย”
คาเมะวางโทรศัพท์ในมือแล้วก็ถอนหายใจพรืด จะเหนื่อยเปล่าไหมเนี่ยเรา
..
..
คาเมะเงยหน้ามองป้ายชื่อร้านอาหารจีนขนาดย่อมกลางไชน่าทาวน์ คนตัวเล็กกระชับกระเป๋าเป้พลางถอดหมวกที่สวมอยู่มาถือไว้ในมือก่อนจะก้าวเข้าไปในร้านที่ตอนนี้ยังไม่มีลูกค้าเลยสักคน ทั้งร้านจึงเงียบสงัด คาเมะมองดูรอบร้านก็พบกรอบรูปขนาดใหญ่หลายใบซึ่งล้วนแต่เป็นภาพครอบครัวที่ดูจะมีความสุขกันทั้งบ้าน พ่อ แม่ และลูกสาวตัวน้อย
“ร้านยังไม่เปิดให้บริการนะครับ” ชายหนุ่มในชุดอยู่กับบ้านง่ายๆ เดินออกมาบอกด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง คาเมะละสายตาจากกรอบรูปมองไปยังอีกคนที่หน้าตาเหมือนถอดแบบออกมาราวกับพิมพ์เดียวกันแล้วก็ยิ้มตอบ
“คุณอาคานิชิ ใช่ไหมครับ”
“ครับ ผมอาคานิชิ เรียว”
..
..
คาเมะก้าวออกจากร้านด้วยใบหน้าที่เป็นสุขยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เพราะสิ่งที่เขาได้ตั้งใจเอาสำเร็จลงไปหลังจากที่ต้องแบกรับมันมาถึงสิบปี คำขอบคุณที่เขายังไม่เคยได้บอกออกไปกับผู้มีพระคุณ หนี้ชีวิตที่คาเมะคิดเสมอว่าถ้าหากไม่ได้พูดคำนั้นออกไป เขาคงติดค้างมันไปชั่วชีวิต
และในวันนี้ แม้ให้เขาพูดคำว่าขอบคุณสักล้านครั้งมันก็ยังคงเป็นบุญคุณที่คาเมะจะระลึกไว้เสมอ สิ่งเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ ยิ่งมาเห็นว่ารุ่นพี่ที่เขานับถือมาตลอดมีชีวิตที่มีความสุขกับกิจการเล็กๆ พร้อมครอบครัวที่แสนอบอุ่น คาเมะก็ยิ่งรู้สึกดี มันเป็นความรู้สึกของเพื่อนมนุษย์ที่ควรยินดีกับความสุขของคนที่เราเคารพรัก
ใช่ ความรู้สึกเคารพรัก การพูดคุยกับอาคานิชิ เรียวซังทำให้คาเมะเข้าใจความรู้สึกตัวเองมากขึ้น
บางทีการที่คาเมะมาที่นี่อาจจะไม่ใช่เพื่อตามหาผู้มีพระคุณอย่างเดียว เขาอาจจะกำลังตามหาหรือพบกับคนที่เขาเองก็รอมานานแล้วเช่นกัน ซึ่งบางครั้งเขาเองก็เอาทั้งสองอย่างมารวมกันโดยไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ กับอาคานิชิ จิน เพราะเข้าใจว่าเป็นผู้มีพระคุณเขาจึงรู้สึกชอบ อยากอยู่ข้างๆ แต่ในขณะเดียวกันกับเรียวซังทั้งที่เป็นผู้มีบุณคุณที่แท้จริง คาเมะกลับมีแค่ความรู้สึกนับถือ
ทั้งสองคนนี้แตกต่างกันทั้งภาพลักษณ์และความรู้สึก
คำถามที่ค้างคาใจในตอนนี้เพิ่งมีคำตอบ
..
..
เวลาตีสามตรง ร่างสูงสะพายสายกีต้าร์แบกบนบ่ากลับบ้านเช่นทุกครั้งหลังเลิกงาน ฝนที่เคยตกลงมาสร้างความอึมครึมในหลายวันในเวลานี้กลับปลอดโปร่ง ท้องฟ้าสงบเปิดกว้างมองเห็นดวงดาวเต็มเวิ้งฟ้าจนชายหนุ่มต้องหยุดเดินเพื่อเงยหน้าขึ้นไปชมความงดงามซึ่งไม่บ่อยครั้งนักหรอกที่เขาจะนึกอยากจะอยู่นิ่งๆ เพื่อทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่ได้ผ่านเข้ามาในชีวิต
“ว้าว ดาวเห็นชัดมากเลย สวยสุดๆ”
น้ำเสียงร่าเริงแบบนี้คงไม่ใช่จินดัดเสียงพูดออกมาแน่นอน ร่างของเด็กหนุ่มที่แบกเป้ขนาดใหญ่มาเต็มหลังขยับเข้ามายืนเคียง ในมือมีหมวกทรงฟักทองโบกไปมาข้างกายของเขาราวกับเด็กอนุบาลก็ไม่ปาน
จินใช้หางตามองแล้วเดินหลีกออกไปโดยที่ไม่พูดอะไร คาเมะซึมลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อถูกเพิกเฉยอย่างสมบูรณ์แบบ คนตัวสูงยังคงกลับบ้านเส้นทางเดิมโดยมีเงาสะท้อนของคนตัวเล็กตามมาอย่างเงียบๆ คาเมะเม้มริมฝีปากอย่างอึดอัดใจกับปฏิกิริยาตอบรับของอีกคนที่ดูจะเย็นชากว่าปกติเสียด้วยซ้ำ คาเมะควรจะทำยังไงดีเนี่ย
“นี่! คือผมหลงทาง ยังไงคืนนี้ให้ผมนอนด้วยคนได้ไหมครับ”
คาเมะตัดสินใจตะโกนถามเสียงดัง แต่จินก็ยังคงเฉย ไม่ยอมหรอกนะ!
“เงินก็ไม่เหลือแล้วด้วย หิวข้าวจะตาย ช่วยผมหน่อยเถอะนะ” คาเมะพูดแล้วก็หยุดมองร่างสูงที่ยังคงเดินไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะสนกันตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหมล่ะ เออ คาเมะผิดเองที่เข้ามายุ่มย่ามกวนใจไม่เข้าเรื่อง แต่อย่างน้อยก็น่าจะสนใจกันบ้างเซ่ ไอ้คนแก่แล้วยังเล่นตัว
มือน้อยปาดน้ำตาตัวเองแรงๆ ด้วยความเจ็บใจที่อีกฝ่ายชอบทำเมิน คาเมะตัดสินใจจะเลิกยุ่งกับอาคานิชิ จินแล้วด้วย ไม่อยากพูดไม่อยากข้องเกี่ยวกันคาเมะเองก็ไม่พูดด้วยหรอก กับอีแค่ความรักคาเมะจะหาเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องถ่อมาถึงโยโกฮาม่าหรอก คิดว่าคาเมะจะง้องั้นเหรอ ฝันไปเถอะ
“ที่ถามอ่ะ ถ้าไม่ชอบก็ทำไม่ได้หรอกนะ ต่อให้มีบุญคุณแค่ไหนถ้าไม่รักก็ทำไม่ได้หรอก เข้าใจไหมว่าถ้าไม่รักก็ไม่ยอมหรอก!”
“จะบ่นอีกนานไหม ง่วงนอนแล้ว”
เอ๋? คาเมะเลิกฟูมฟายแล้วหันหน้าไปตามเสียงของจินที่ตอนนี้กำลังหันหน้ามาทางเขาเต็มตัว
“หิวข้าวด้วยไม่ใช่หรือไง คาซ..เมะ” ร่างสูงยื่นมือออกมาข้างหน้าพร้อมกับพูดด้วยท่าทางหลบตากับการพยายามจะเรียกชื่อของคนตัวเล็ก แต่ดูเหมือนว่ามันจะล้มเหลวนะ
คาเมะยิ้มกว้างทันที ร่างเล็กเดินเข้าไปหาจินอย่างช้าๆ เพื่อต้องการพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่แค่ความฝัน แสงประภาคารสาดส่องผ่านไปมาในจังหวะที่มือน้อยยื่นออกไปวางบนฝ่ามือใหญ่ที่รอรับก่อนจะกุมตอบกลับในทันที ความอบอุ่นที่ถ่ายทอดถึงกันทำให้ต่างฝ่ายต่างรับรู้ถึงการมีตัวตนของอีกคน เสียงคลื่นซัดสาดดังเป็นจังหวะขึ้นลงของกระแสคลื่นตามปกติ หากแต่หัวใจทั้งสองดวงกลับเต้นในรูปแบบที่ต่างออกไปจากเดิม ถึงแม้ในตอนนี้จะเป็นแค่เพียงการเริ่มต้น แต่นับจากนี้มันจะต้องค่อยๆ เพิ่มขึ้นทุกวันอย่างแน่นอน
“อย่ามาเกาะแขนได้ไหม อึดอัด!”
“อะไรกัน ที่จริงก็ชอบไม่ใช่เหรอ”
“กลับบ้านนายไปเลยไป”
“ไม่ไปหรอก จะอยู่กับจิน”
“นายนี่น้า...”
“คิคิ” FIN
[ Hide More ]